ปวดประจำเดือน...เรื่องของผู้หญิงที่ไม่ควรมองข้าม |
|
| สำหรับผู้หญิงแล้ว ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นกับปัญหา ปวดประจำเดือน ผู้หญิง 3 ใน 4 ราย มักมีปัญหาเรื่องอาการก่อนมีประจำเดือน และมาพบแพทย์ และมักมาขอยาแก้ปวดประจำเดือนไปรับประทาน หรือหาซื้อยา Ponstan มารับประทานเอง ส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงทุกคนจะมีรอบเดือนที่แตกต่างกันและอาจมีอาการได้ทุกคน เช่น อาการปวดประจำเดือน คือ อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน พบได้ประมาณร้อยละ 70 ของผู้หญิงในวัยที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ปกติ ส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจปวดรุนแรงจนต้องพักงาน
|
 |
|
| อาการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก คือปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primarydysmenorrhea) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆ ลดลง บางรายอาจหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีส่วนน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ชนิดที่สอง คือ ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (secondary) จะมีอาการปวดครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย |
|
 |
มารู้จักอาการปวดประจำเดือนกันก่อนว่าเป็นอย่างไร
อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) มักพบในเด็กสาวหรือผู้หญิงที่มีอายุยังน้อย มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง ในช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือน บางครั้งมีอาการปวดมากเหมือนไม่สบาย มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เต้านมคัด ตึง ปวดบริเวณบั้นเอว บางคนถึงกับเป็นลม ซึ่งอาการปวดนี้จะหายไปเองใน 1-2 วัน เพราะสาเหตุของการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อปากมดลูกตึงเกินไป ในบางรายอาจพบว่า ก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน อาจมีอาการของโรค ไมเกรน ปวดศีรษะ อารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย อาการก่อนมีประจำเดือน มีอาการเป็นสัญญาณเตือนก่อนประจำเดือนจะมา อาการที่พบ อาทิ บวมน้ำ น้ำหนักตัวเพิ่ม ข้อบวม รู้สึกอยากอาหาร มีสิวขึ้น อ่อนเพลีย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ |
|
|
ปวดประจำเดือนมีอันตรายไหม
1. หากปวดธรรมดาไม่รบกวนชีวิตประจำวันหรือทานยาแก้ปวดแล้วหายก็ถือว่าเกิดจากธรรมชาติ แต่ถ้าอาการปวดมีมากจนยาแก้ปวดก็ไม่ได้ผลประจำเดือนจะเป็นตัวรบกวนชีวิตปกติ หรือที่เรียกกันว่าเดือนหนึ่งเหลือวันที่สบายดีอยู่ 20 กว่าวันเท่านั้น หรือรู้สึกว่าไม่อยากมีประจำเดือนอีก ขอให้ปรึกษาหมอเพื่อรักษา เพราะปัจจุบันตรวจง่ายและรักษาได้จริง ไม่ควรทิ้งไว้บั่นทองชีวิตที่เป็นปกติในทุกๆ เดือน
2. อันตรายจากปวดประจำเดือนมีได้คือ การปวดจนหน้ามืดเป็นลม หรืออาจมีโรคแทรกซ้อนจากผนังมดลูกงอกผิดที่ จนเกิดรวมตัวเป็นถุงเลือดแล้วเกิดการแตกขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัดด่วน |
|
|
| การดูแลสุขภาพของสาวๆ วัยมีประจำเดือนตามแนวของแพทย์ทางเลือกสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ |
|
| 1. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น การเล่นโยคะ สามารถลด อาการปวดท้องน้อย และอาการปวดหลังได้ |
| 2. การรับประทานอาหารให้เพียงพอ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง สารอาหารครบ 5 หมู่ และเน้นเสริมธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามิน บี1 ซึ่งมีมากในอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้สด |
| 3. พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ |
| 4. การอาบน้ำร้อน หรือประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนที่บริเวณท้องน้อยจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ |
| 5. การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย (Aromatherapy) สามารถนำน้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์ (Lavender), เจอเรเนียม (Geranium) ครั้งละ 6-8 หยดผสมน้ำอาบเช้า-เย็น ก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์ |
| 6. การใช้น้ำมันกลั่น คาจูพุต (Cajuput), เสจ (Sage), แดนิซีด (Aniseed), ไซเปรส ( Cypress ) และมาร์จอแรม (Marjoram) ผสมทาที่หน้าท้องวันละ 2 ครั้ง ก่อนมีประจำเดือน 10 วัน จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ |
|
 |
|
| 7. การประคบด้วยน้ำร้อน-น้ำเย็น โดยประคบร้อน 2-3 นาที สลับด้วยการประคบเย็น 30 วินามี ทำซ้ำประมาณ 2-3 รอบ จะช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน
|
|
|
| |
ด้วยความปรารถนาดีจาก
แผนกส่งเสริมสุขภาพ
โรงพยาบาลศรีวิชัย 3 อ้อมน้อย โทร.02-431-0070 |
|